2008/Jun/17

ขออนุญาตปาดกลางพักครึ่งบรอดเวย์ก่อน ช่วงนี้ออกจะอัพบล็อกถี่ไปนิด เนื่องจากไม่มีไรทำนั่นเอง

เรายังอยู่ในช่วงปิดเทอมใหญ่....ใหญ่มากค่ะท่านผู้ชม เพราะกว่าโรงเรียนจะเปิดก็โน่น 25 สิงหา ระหว่างนี้จอมฟุ้งซ่านก็นั่งเพ้อไปวันๆ ช็อปปิ้งเป็นงานอดิเรก และกินกับนอนเป็นงานหลัก

เพียงแต่ว่าช่วงนี้คงต้องเบรกการออกจากบ้านไว้สักระยะ เพราะว่า...เอ่อ....ไปเจาะหูมาค่ะ หลายคนอาจจะว่า แหม แค่เจาะหู จะอะไรนักหนา เอ่อ เราขอค้านหัวชนหมอนค่ะ (ชนฝาไม่ได้ มันเจ็บ)

เรื่องมันมีอยู่ว่า เราก็นั่งดูซีรี่ส์บรรดามีที่โหลดเอาไว้อยู่ แล้วก็เห็นสาวน้อยนางหนึ่งใส่ต่างหูสวยเชียว ก็ดูไปเพลินๆเกิดอยากใส่ขึ้นมามั่ง เลยบอกแม่ว่า อยากเจาะหูอ่ะ  จริงๆ เหตุผลอีกอย่างที่อยากเจาะก็เพราะปีก่อนไปเดินพรมแดงที่เมืองคานส์แล้วหาเครื่องประดับใส่ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีรูหูนั่นเอง พี่ที่ไปด้วยกันก็ประชดเข้าให้ว่า พอแกกลับเมืองไทยแล้วกรุณาไปเจาะหูเลยนะยะ เราก็ได้แต่ทำเสียงอ่อยๆว่า เอาไว้สิบแปดแล้วหนูค่อยเจาะนะพี่

ทีนี้ก็เอาละสิ กลับมาก็แล้ว อายุสิบแปดก็แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เจาะซักทีเพราะเราดันปอดแหก แม่ก็ไม่รู้จะพาไปเจาะที่ไหน จะให้ไปเจาะร้านเดิมที่เคยเจาะเมื่อสิบสองปีที่แล้วก็ไม่เอาละ เข็ด เราก็เลยใช้อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ หาร้านเจาะหู จริงๆไปเจาะที่สยามก็ได้มีเยอะแยะ แต่ไม่รู้นึกยังไงไม่เอา อ่านไปอ่านมาก็เห็นว่าเด็กสมัยนี้เขานิยมเจาะกันเอง นึกๆไปน้องสาวเราอายุแค่สิบสองเอง มันก็เจาะให้เพื่อนได้ แม่เลยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า งั้นแม่เจาะให้

อ่า ไอ้เราก็ไว้ใจนะ แม่เคยเป็นพยาบาล ฉีดยาทั้งคนทั้งหมามาไม่รู้เท่าไหร่ ทำคลอดเด็กยังทำมาแล้ว แค่เจาะหูก็คงไม่ยากเท่าไหร่มั้ง โอย พ่อเจ้าประคุณรุนช่องคะ เราลืมนึกไปแฮะว่าไอ้ทำคลอดเด็กน่ะเค้าฉีดยาชากันไม่ใช่เรอะ !!!

เริ่มแรกก็ไปร้านทอง ซื้อต่างหูเงินมาคู่ (ทองใช้ไม่ได้ค่ะ อ่อนเกิน) ที่ร้านก็ดี๊ดี พอเขารู้ว่าเราจะเอามาเจาะกันเองก็อุตส่าห์เหลาปลายแหลมๆให้ แต่มันดันไม่แหลมจริงนี่สิ มารู้อีกทีก็สายไปแล้ว เพราะดันรู้ไอ้ตอนที่มันปักคาหูอยู่!!! จะดึงออกก็ไม่ได้ จะดันต่อก็ไม่เข้า แม่เลยคาเอาไว้อย่างนั้น เฮ้อออ

ก่อนเจาะก็ต้องทายาหม่องให้ชาใช่มั้ยคะ แต่แม่เราใจร้อน มันยังไม่ทันชาก็รีบเอาทิ่มลงไปซะแล้ว ดีนะที่เจาะข้างขวาก่อน ยังมีรูเดิมเ้หลือเยอะพอสมควร เลยไม่ค่อยเจ็บ แต่แม่ดันทำลื่นเพราะยาหม่อง ปึด! อูยยย หูงี้แทบหลุด

พอมาข้างซ้าย รอยเก่าไม่มีแล้ว แม่เลยเอาเข็มฉีดยาแทงก่อน แต่อันนี้แหละค่ะที่มันปักไม่เข้า รูเข็มมันเล็กเกิน แทนที่จะรีบๆดันต่อให้มันเสร็จๆ แม่ดันคาเอาไว้อย่างนั้นเพราะตกใจ เราจะบ้าตาย และอันนี้แม่ก็ทำลื่นเพราะยาหม่องอีกเช่นกันค่ะ (ไม่รู้จะทาทำไม ยาหม่องเนี่ย มันดันมาชาตอนที่เจาะเสร็จแล้ว เจริญล่ะ)

สรุปกว่าจะเจาะเสร็จก็หูช้ำแอนด์บวมค่ะ แถมเบี้ยวอีก เซ็ง คราวนี้ถ้ามันเน่าก็ว่าจะไม่เจาะอีกแล้วตลอดชีวิต เจ็บเป็นบ้า

คิดในแง่ดี ต่อจากนี้เราก็จะได้ใส่ต่างหูสวยๆซะที เย้ๆ เวลาไปงานอะไรหรือต้องขึ้นเวทีจะได้ไม่ต้องไปลำบากฝ่ายคอสตูมเขาอีก เกรงใจค่ะ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น เฮ้อ ต้องรออีกสองเดือนให้แผลหายก่อนค่ะ

ปล. มีเรื่องขำๆตอนเจาะด้วยค่ะ เราดูในหนังเคยเห็นคนเจาะหูเอง เขาใช้ชิ้นแอปเปิ้ลฝานรองหลังหูใช่มั้ยคะ แต่บังเอิญว่านั่นหนังฝรั่ง เราคนไทยก็เลยอะแดปใช้ของแบบไทยๆ แม่ใช้ฟักเขียวแทนค่ะ ผลน่ะเหรอ เหอะๆ มัวแต่ตกใจฟักเขียวหล่นไปไหนแล้วก็ไม่รู้

(ตอนเจาะเสร็จแม่ยังมาบอกอีกว่า "เนื้อคนนี่เหนียวกว่าที่คิดแฮะ"   เย้ยยยยย! )

edit @ 17 Jun 2008 13:16:28 by Mezzanotte

2008/Jun/15

พูดเอาไว้นานมากแล้วว่าจะอัพรีวิวหนังสักที วันนี้ได้ฤกษ์ดีเลยกะจะอัพเสียหน่อย แต่ดันมีปัญหาอยู่อย่าง.....

สามสี่เดือนที่ผ่านมานี้ไม่ได้ดูหนังโรงเลย แว้กกกกก ไม่มีอะไรจะอัพ

เนื่องจากวิกฤติการณ์ทางการศึกษาที่เพิ่งผ่านพ้น และเพิ่งหายช้ำใจจากการที่ต้องจำใจเสียงานที่รักยิ่งไป เราก็เลยแก้เบื่อด้วยการโหลดบิทอย่างเมามัน ไล่ตั้งแต่บรรดาเพลงทั้งหลาย ไปจนถึงซีรีส์หลายเรื่อง (ตอนนี้คลั่ง So You Think You Can Dance อย่างแรงค่ะ) ผลปรากฏว่า.....เครื่องเต็มค่ะ....แฮ่ๆ เราเลยต้องจัดการขุดไฟล์เก่าๆขึ้นมาลบทิ้งซะมั่ง แต่แล้วเราก็เจอนี่ค่ะ......

Legally Blonde the Musical ที่โหลดเอาไว้ตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบแน่ะ (ดูเหมือนนานเนอะ 555)

เปิดดูเพลินๆ สนุกดีก็เลยอยากรีวิวเล่นๆ อันที่เราดูนี่เป็นรอบพรีเมียร์ฉายบนทีวีของเอ็มทีวีค่ะ เพราะฉะนั้นโฆษณาก็จะเยอะหน่อย เสียอารมณ์เล็กๆ แต่ข้อดีก็คือเราจะได้ดูสนีคพีคหลังเวทีด้วย เราจะรีวิวไปวิจารณ์ไปนะคะ และก็จะไม่ค่อยละเอียดเพราะเราดูแบบไร้ซับ จะจับใจความได้เล็กน้อย แถมเราไม่เคยดูหนังหรืออ่านหนังสือเรื่องนี้ด้วยสิ

-------------------------- Spoilers Warning!!! --------------------

อย่างที่หลายคนคงรู้อยู่แล้ว เรื่องนี้มีนางเอกเป็นสาวบลอนด์นามว่า แอล วู้ดส์ (ที่ไม่ได้เป็นอะไรกะไทเกอร์ วู้ดส์) ผู้ซึ่งบ้าสีชมพูเป็นชีวิตจิตใจ และใครๆก็มักจะคิดว่าเธอเป็น “Typical Blonde” คือ โง่, บ้าแฟชั่น, สมองกลวง, ไร้สาระไปวันๆ ไม่จริงจัง ฯลฯ ซึ่งใครๆที่ว่านั่นก็รวมไปถึง วอร์เนอร์ แฟนหนุ่มผู้ร่ำรวยของเธอด้วยนั่นเอง งานนี้แอลเลยต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเธอก็ เอาจริง กะเขาได้เหมือนกันนะ

Act 1

เปิดเรื่องกันที่ Delta Nu อันเป็นที่พักของแอลและเหล่าสาวๆของเธอ นำโดยสามเพื่อนซี้ มาร์ก็อท เซรีน่า และพิลาร์ วางแผนจัดงานฉลองให้แอล เพราะเธอมีนัดดินเนอร์กับวอร์เนอร์คืนนี้ สาวๆเลยมั่นใจกันมากว่าวอร์เนอร์จะต้องคุกเข่าลงขอแอลแต่งงานแน่ๆ พวกเธอเลยวี้ดว้ายเตรียมการกันให้สนั่น หนุ่มๆดูแล้วคงไม่ชอบฉากนี้เพราะปวดหัวพิลึก แต่เราชอบเพลง Omigod มากค่ะ แล้วที่น่ารักที่สุดเลยคือเจ้าหมาบรูสเซอร์ ใครจะไปรู้ว่าหมาจะเล่นละครสดได้! เห่าได้ตามบทเป๊ะเลย

ย้ายมาต่อที่ห้าง ซึ่งเป็นฉากเปิดตัวแอล เธอมาหาซื้อชุดใส่ไปดินเนอร์ค่ะ ฉากนี้ไม่มีอะไรมากนอกจากปูเรื่องว่าแอลไม่ใช่สาวบลอนด์สมองกลวง แต่แอบประทับใจเทคนิคควิกเชนจ์บนเวทีนะ (นึกถึงตอนที่ควิกเชนจ์บนเวทีของบางรักซอยเก้า แต่อันนี้เร็วกว่ากันเยอะ เพราะใช้แม่เหล็ก ของบางรักใช้เทปสักหลาดเลยช้าหน่อย) แล้วก็เปลี่ยนฉากไปที่ดินเนอร์ของแอลกับวอร์เนอร์ (ข้อเสียของการดูแบบนี้คือเราจะไม่ได้เห็นเทคนิคการเปลี่ยนฉากเลย กล้องจับนักแสดงหลักตลอดเวลา) มีเพลงคู่เพราะๆของวอร์เนอร์กับแอล แทรกมุกขำๆนิดหน่อย แล้ววอร์เนอร์ก็ประกาศขอเลิกกับแอล!!!!! เพราะว่าเธอไม่ “Serious” และบอกว่าเขากำลังจะไปเรียนต่อที่ฮาร์วาร์ด

ฉากเปิดตัวแอล

ฉากที่เดลต้านู

ฉากตัดกลับมาที่เดลต้านู สามสาวพากันปลอบใจแอลผู้เศร้าโศก แต่แล้วแอลก็อ่านเจอข่าวพี่ชายของวอร์เนอร์แต่งงานกับสาวอัจฉริยะผู้จริงจัง แอลจึงปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเธออยากแต่งงานกับวอร์เนอร์ เธอจะต้องทำตัวเป็นสาวซีเรียส แล้วตามวอร์เนอร์ไปที่ฮาร์วาร์ด โชว์มันสมองอันปราดเปรื่องของเธอ และเขาจะได้มาขอเธอแต่งงาน!

(สามสาวของแอลนี่เหมือนตัวการ์ตูนมากเลยค่ะ เหมือนพวกนางฟ้าตัวเล็กๆที่ชอบวนเวียนเป่าหูคนในการ์ตูนประมาณนั้น แต่ที่น่ารักอีกอย่างคือพวกเธอจะทำอะไรพร้อมกันไปหมด เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แถมไร้สาระสุดๆ น่ารักดี)

 

 

แอลกับสามสาว เซรีน่า มาร์ก็อท และพิลาร์ รูปจากองก์ที่สองค่ะ หารูปชัดๆจากองก์แรกไม่ได้

ขณะที่แอลกำลังฝันเฟื่องอยู่นั้นก็ถูกขัดจังหวะโดยเคท สาวเนิร์ดเพียงหนึ่งเดียวในบรรดาสาวๆเพื่อนแอล (เคทเป็นตัวละครโปรดของเราเลยค่ะ เสียดายที่เธอออกน้อยไปหน่อย และออกเป็นอองซอมซะเป็นส่วนมาก) เคทเตือนว่าการที่จะไปฮาร์วาร์ดได้นั้นแอลต้องมีคะแนน LSAT ไม่ต่ำกว่า 174 ต้องมีเรียงความเด็ดๆ และจดหมายแนะนำจากบุคคลที่เจ๋งๆ (เพลงนี้ฮามากเลยค่ะ เคทถามว่าแอลรู้จักพระสันตะปาปาเป็นการส่วนตัวไหม) ฉะนั้น หมายความว่า No more party และปีสี่ของแอลจะหมดสนุกทันที (เราเข้าใจว่าตอนนี้แอลเรียนป.ตรีอยู่ที่ UCLA ด้านแฟชั่นและได้เกรด 4.0 ซะด้วย) นอกจากนี้แอลยังต้องไปขอพ่อแม่ไปเรียนอีก พ่อค้านหัวชนฝาเพราะอยากให้เธอทำอาชีพด้านบันเทิงมากกว่า เขาบอกว่าฝั่งตะวันออกไม่มีอะไรดีเลยสักนิด แต่แอลสารภาพว่าเธอทำแบบนี้เพื่อความรัก (เราชอบเมโลดี้ตอนที่แอลร้องว่า Love, I’m doing this for love มากๆเลย จะช้าจะเร็วก็ยังเพราะ) พ่อจึงยอมให้ไป แอลทุ่มสุดตัว ยอมไม่ไปสนุกสนานกับเพื่อนๆ และเธอก็ทำคะแนน LSAT 175 คะแนนได้สำเร็จ

คนซ้ายสุดที่ใส่หมวกคือเคทค่ะ เธอเป็นคนเดียวในกลุ่มสาวๆตัวประกอบที่มีชื่อเรียก (นอกจากสามสาวตัวหลัก)

คณะกรรมการพิจารณานักศึกษาใหม่ของฮาร์วาร์ดอ่านใบสมัครของแอลแบบอึ้งๆ เพราะคุณเธอเล่นส่งรูปถ่าย Head-shot รูปเบ้อเริ่มมาให้ เหมือนเวลาไปออดิชั่นหนังน่ะค่ะ แถมมีจดหมายแนะนำจากโอปราห์ วินฟรีย์อีกต่างหาก กรรมการสองคนสนับสนุนให้รับเธอด้วยเหตุผลที่ว่า “Multiculturalism” แต่คนหัวหน้าไม่อยากรับเพราะแอลไม่ได้ส่งเรียงความมาด้วย แอลโผล่พรวดมาที่ฮาร์วาร์ดเพื่อเสนอพรีเซนเทชั่นแบบเชียร์ลีดเดอร์แทนเรียงความ เล่นเอาเกือบช็อกตายกันทั้งทีม แต่สุดท้ายแอลก็หว่านล้อมให้พวกเขารับเธอได้สำเร็จด้วยเหตุผลซึ้งๆ นั่นคือความรัก

แอลกับพรีเซนต์เทชั่น

(อันนี้ต้องขอชื่นชมผู้แสดงมากๆเลยค่ะ แอลทั้งร้องทั้งเต้นแบบมันมาก แต่พอเปลี่ยนเป็นจังหวะซึ้งเธอก็ทำได้ซึ้งจริงๆ แม้จะยังหอบอยู่หน่อยๆก็เถอะ)

เมื่อแอลเข้าไปได้แล้วก็เริ่มปฏิบัติการเกาะวอร์เนอร์ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นเพราะมีก้างชิ้นโตๆอย่างศาสตราจารย์คัลลาแฮน และวิเวียน เคนซิงตัน แฟนใหม่ของวอร์เนอร์ผู้มีผมสีบรูเน็ตต์และ จริงจัง วิเวียนทำให้แอลโดนคัลลาแฮนโยนออกมานอกห้องเล็กเชอร์ (จริงๆก็เพราะความไร้เดียงสาของเธอเองด้วยแหละ) แต่โชคยังดีที่เธอมีเอมเม็ตต์ ผู้ช่วยหนุ่มของคัลลาแฮนคอยช่วยเหลือ แต่เมื่อแอลรู้ว่าวิเวียนคือแฟนใหม่ของวอร์เนอร์เธอก็บ้าไปเลย

 

 วิเวียน เคนซิงตัน แฟนใหม่ของวอร์เนอร์

สาวๆของแอลปรากฏตัวขึ้นในชุดขาวพร้อมควันเพียบเหมือนในหนังจีนอภินิหาร แต่พวกเธออธิบายว่าพวกเธอไม่ได้ Actually here, here แต่เป็นเสียงในจินตนาการของแอลต่างหาก (ถึงว่าล่ะ พวกเธอถึงได้ดูเหมือนตัวการ์ตูนกันนัก) เมื่อแอลถามว่ามาทำไมกัน เซรีน่าก็ชี้ไปที่วิเวียนกับวอร์เนอร์ที่ยืนแข็งค้างอยู่ (ยังกะกดปุ่มหยุดแน่ะ) แล้วบอกว่า นี่เป็น Tragedy เชียวนะ และ Tragedy ก็ต้องมาคู่กับ Greek Chorus (ฮากลิ้งค่ะท่านผู้ชม)

มาร์ก็อทปลอบแอลว่าอย่าคิดมาก แล้วพวกเธอก็พร่ำพรรณาว่าแอลดีกว่าวิเวียนยังงั้นยังงี้ (อีกหนึ่งเพลงโปรดของเรา “Positive” มีท่อนฮาๆตามเคยค่ะ ตอนที่สาวๆร้องว่า “Keep it positive” แล้วมาร์ก็อทก็ร้องว่า “As you slap her down to the floor!” ต่อด้วยเซรีน่าที่ร้องว่า “Keep it positive, As you pull her hair and call her whore!” หัวเราะจนน้ำตาไหลเลยค่ะ เพลงนี้แอลก็เต้นแหลกอีกแล้ว พลังเสียงงี้ไม่มีตกเลย) แต่ระหว่างที่แอลกำลังเคลิ้มกับสิ่งที่สาวๆพูด วิเวียนกับวอร์เนอร์ก็พากันหายไปแล้ว แอลจึงได้คิดว่าสิ่งที่เธอมี อันได้แก่รูปร่างเย้ายวนใจ หน้าตาสวยๆ บุคลิกเฮฮา และผมบลอนด์ไม่ได้ช่วยให้เธอชนะได้วอร์เนอร์กลับมา แอลไปที่ร้านทำผม และที่นี่เองที่แอลได้พบเพื่อนใหม่ พอแล็ตต์ สาวใหญ่เจ้าของร้านทำผมสุดซ่าผู้มีสามีเฮงซวยชาวไอริช อยู่กินกันมาสิบปีแถมยังขโมยหมาสุดรักของเธอไปตอนที่ทิ้งเธออีก พอแลตต์ร้องซะลั่นร้านเมื่อแอลขอเปลี่ยนสีผมเป็นสีบรูเน็ตต์ เธอจึงจับแอลมานั่งจับเข่าคุยกันตามประสาสาวๆ และได้ร่วมรับรู้ปัญหาของแอล เธอปลอบใจไม่ให้แอลยอมแพ้วิเวียน (อารมณ์ขันของป้าพอแลตต์แกออกแนวทะลึ่งๆหน่อย ป้าแกถามว่าวิเวียนมีดีอะไรนักหนา มีนมสามเต้าหรือไง) แอลเลยกลับไปด้วยกำลังใจเต็มเปี่ยม

ป้าพอแลตต์ แต่ช็อตนี้ดูสวยชะมัด

แอลโดนวิเวีียนหลอกให้ไปปาร์ตี้ที่เธอจะจัด โดยวิเวียนบอกว่าเป็น คอสตูมปาร์ตี้ แอลล่อแต่งชุดกระต่ายบันนี่เพลย์บอย (ของพอแลตต์) ไปงานและกลายเป็นตัวตลกให้ทุกคนหัวเราะเยาะ ตลอดซีนนี้มีมุกขำๆกัดๆเรื่องชุดกระต่ายของแอลตลอดเวลาเลยค่ะ แต่แอลซะอย่าง เธอทำเป็นเชิดไม่สนใจ ทำให้วอร์เนอร์ประทับใจมาก วิเวียนมาเยาะเย้ยเรื่องชุดและเรียกแอลว่า สกั๊งค์ เลยโดนอีนิด สาว(พยายาม)แร็พ ยกพวกไล่ตื้บ (เธอชื่อ Enid นะคะ ไม่ใช่ว่าเราเอาชื่อนิดมาเรียกหยาบๆนะเอ้อ อีนิดนี่ทำให้เรางงๆนิดหน่อยค่ะ บางทีเธอก็ทำท่าเป็นพวกแอล บางทีก็พวกวิเวียน บางทีก็เป็นศัตรูของทั้งคู่เลย)

แอลออกมานั่งเศร้าคนเดียว พอดีเอมเม็ตต์ผ่านมาเห็นจึงทัก (ทักได้ฮามากค่ะ ตอนแรกเขาพูดว่า Hey Elle! What’s up…. แล้วพอเห็นชุดกระต่ายของเธอก็หลุดปากออกมาว่า ...Doc  นี่เป็นไลน์เด็ดของเจ้ากระต่ายบั๊กบันนี่ค่ะ เรางี้หัวเราะจนต้องกรอกลับไปดูฉากนี้ใหม่เลย) แอลระบายความรู้สึกให้เอมเม็ตต์ฟัง เอมเม็ตต์เล่าเรื่องของเขาให้ฟังบ้างว่าตัวเขาเกิดในสลัม อยู่กับแม่และต้องดิ้นรนทุกอย่าง ทำงานสองจ๊อบเพื่อหาเงินส่งตัวเองเรียนฮาร์วาร์ด เขาบอกว่าความรักของแอลนั่นแหละที่ขวางเธอให้ทำอะไรไม่สำเร็จเสียที และว่าถ้าเกิดเธออยากจะพิสูจน์ตัวเองเธอจะต้องพยายามมากกว่านี้เยอะ แอลได้สติและเริ่มปรับปรุงตัวโดยมีเอมเม็ตต์คอยช่วยเหลือ (ตอนที่เอมเม็ตต์มาช่วยแอลจัดระเบียบตัวเองก็ตลกดีค่ะ ออกแนวกุ๊กกิ๊กน่ารัก เมื่อแอลควานหาหนังสือกฎหมายที่ยังห่อพลาสติกอย่างดีมาจากใต้กองสมบัติบ้า เอมเม็ตต์ประชดแอลว่าอ่านหนังสือหนักเลยสิเนี่ย)

 เอมเมตต์ แอล วอร์เนอร์

เวลาผ่านไป แอลติวหนังสือหนัก ไม่เที่ยว ไม่ปาร์ตี้ และไม่สนใจวอร์เนอร์กับวิเวียน แอลเริ่มแสดงให้เห็นถึงความสามารถของเธอในชั้นเรียน และทำให้วอร์เนอร์เสียหน้าในชั้นเรียนได้ ศาสตราจารย์คัลลาแฮนชวนให้แอลสมัครทุนฝึกงานของเขาที่ให้ปีละ 4 ทุนเท่านั้นสำหรับนักเรียนที่เก่งที่สุดในชั้น 4 คน (เป็นการไปฝึกงานจริงที่ศาล ในคดีที่คัลลาแฮนเป็นทนายให้) ซึ่งแน่นอนว่าทุนนี้วิเวียนและวอร์เนอร์ก็เล็งอยู่เช่นกัน แอลก็ยังเป็นแอล เธอส่งใบสมัครสีชมพูมีกลิ่นหอมไปให้ศาสตราจารย์ ซึ่งกล่าวว่าถ้าเป็นสามเดือนก่อนเขาคงเอามันไปรีไซเคิลแล้ว แต่ตอนนี้เขาส่งมันให้เอมเม็ตต์แล้วบอกให้เอาไปใส่แฟ้ม เอมเม็ตต์ภูมิใจในตัวแอลมาก

.............จบองก์ที่หนึ่งค่ะ

ปล. เสียดาย หารูปแอลใส่ชุดบันนี่กับสาวๆกรีกคอรัสไม่เจอค่ะ รูปเจ้าบรูสเซอร์ก็ไม่มี

edit @ 15 Jun 2008 15:37:09 by Mezzanotte

2008/May/20

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกับทุกความเห็นและเสียงเชียร์นะคะ ปิดโหวตไปแล้ว คะแนนโหวตไล่เลี่ยกันอย่างน่าใจหาย

ที่ให้โหวตน่ะโหวตพอขำๆค่ะ เราไม่ได้ตั้งใจจะเอามาใช้ตัดสินใจกันจริงๆหรอก แค่อยากฟังความคิดเห็นหลากหลายเท่านั้นเอง

ตอนนี้แค่แวะมารายงานความคืบหน้าค่ะ เผื่อจะมีกองเชียร์คอยเชียร์อยู่น่ะ

ณ เวลา ที่ จขบ. เขียนอยู่นี้ เราได้สละสิทธิ์การเป็นนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ภาคปกติ เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ และใบไอทเวนตี้ก็มาแล้ว (แต่ยังไม่ได้เปิดดูน่ะ)

(แต่ได้ไปสอบสัมภาษณ์มานะ)

เสียใจมั้ย....ไม่ค่ะ เพราะเราเลือกเอง

แต่เสียดายมั้ย....แน่นอนค่ะ

เอ็นฯติดถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของเด็กตาดำๆคนนี้มากๆ แม้ว่าคนอื่นอาจจะมองว่าไม่สำคัญ ติดแล้วก็ไม่ได้เรียนซักหน่อย มีประโยชน์อะไร แต่ขอบอกไว้ตรงนี้เลยค่ะ สำหรับเด็กที่ไม่เคยเรียนพิเศษเลย แต่อุตส่าห์ตั้งใจเรียนมาตลอดหกปีที่เป็นนักเรียนมัธยม วันหยุดก็อุตส่าห์แงะตัวเองขึ้นมาอ่านหนังสือแต่เช้า การเอ็นติดในครั้งนี้เปรียบเสมือนผลงานชิ้นยอดที่ทำให้หายเหนื่อยไปเลยค่ะ

ที่สละสิทธิ์นี่ไม่ใช่ไม่เห็นค่า แต่เพราะเห็นคุณค่าอย่างที่สุด เรารู้มาก่อนแล้วว่าถ้าเราอยากไปเรียนเมืองนอกน่ะ ยังไงก็ไปได้อยู่แล้ว ถึงจะไม่ได้ทุนก็ตาม แต่ที่ทำแบบนี้เพราะเราต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนและตัวเราเห็นว่า คนเรา ถ้าจะตั้งใจทำอะไรแล้ว มันทำได้ทั้งนั้น ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานจริงๆค่ะ

สละสิทธิ์ไปครั้งนี้ อาจทำให้ใครบางคนได้เข้ามาแทนที่เรา อาจทำให้ฝันของใครบางคนเป็นจริง เห็นแก่ตัวเหรอ? ไม่เอาแล้วสอบทำไม? หรืองก? ก็คงใช่ แต่มันก็เป็นสิทธิ์ของเราในฐานะเด็กไทยคนหนึ่ง และในฐานะคนๆหนึ่ง ที่ได้สู้สุดใจเพื่อมันแล้ว เราถือว่านี่เป็นสิทธิ์พึงมีที่เราควรได้ค่ะ ไม่ได้ใช้วิธีคดโกงใครเขามาเสียหน่อย

คำถามสุดท้าย "แล้วตกลงจะเรียนที่ไหน"

...ยังไม่รู้ค่ะ....

คราวนี้ ถ้าเราเลือกเมืองนอก เราคงไม่ยื่นอินเตอร์แล้วล่ะค่ะ พอแล้ว เดี๋ยวโดนด่าอีก

ก็ต้องรอดูกันต่อไป...นะ

ปล. วันนี้ออกแนวเพ้อๆ หรือจะเป็นเพราะพิษไข้????



Mezzanotte
View full profile