2010/Dec/14

นานๆอัพบล็อกที เริ่มหมดมุกเล่นแล้ว ดูเกรดเล่นๆไปพลางๆก่อนนะ
เทอมนี้เกรดออกเร็ว ก็ดี ไม่ต้องนอนผวานาน แต่เกรดอุบาทว์มากค่ะ แย่ๆๆ

 

1. Period Style in Design for Theatre: B

เช็กเกรดตอนไปจัดงาน Colorado Thespian Festival เจ้าของวิชาก็นั่งหน้าแป้นอยู่แถวนั้นแหละ พร้อมกับเพื่อนร่วมวิชาอีกครึ่งห้อง ความรู้สึกขณะนั้นของทุกคนคืออยากลุกไปเตะอาจารย์มาก (บาปนะนี่) เพราะวิชานี้เป็นวิชาใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีการสอนมาก่อน แล้วอาจารย์ก็เตรียมการสอนได้ย่ำแย่มาก ส่งผลให้นักเรียนทำคะแนนได้ห่วยมากเช่นกัน โกรธตรงเกรดมันฉุดเกรดเฉลี่ยนี่แหละค่ะ ซวยเพราะเป็นหนูทดลองแท้ๆ


2. Graphic Design I: A

อันนี้ดีใจมาก เพราะยากสุดๆ อาจารย์แรงได้อีกค่ะ วิจารณ์งานทีนักเรียนแทบอยากวิ่งไปโดดบ่อน้ำพุกันเลยทีเดียว คืนก่อนส่งงานไฟนอลนี่ค้างห้องดีไซน์กันเลยค่ะ ทำแบรนด์ร้านเสื้อผ้า แย่งไอแมคแย่งปริ้นเตอร์ยักษ์กันสนุกสนาน แถมหมึกมาหมดตอนตีสอง ทั้งห้องแทบจะกรี๊ดเพราะคุณเธอเอาหมึกสำรองไปล็อกเก็บไว้ค่ะ (ไม่แปลกใจ หมึกปริ้นเตอร์ยักษ์ตลับละเป็นร้อยดอล หมึกเครื่องกลอสยิ่งแพงกว่า เป็นเราๆก็ล็อกค่ะ) เลยได้ฤกษ์งัดตู้กันกลางดึก ดีนะห้องนี้ติดรหัส ยามเข้าไม่ได้ 555 ตอนเช้ามาส่งงาน ตาปรือกันเป็นแถว


3. Stage Costuming I: A

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงๆค่ะ อีกหนึ่งวิชาออกแบบมหาโหด ให้เวลาอ่านสคริปต์พร้อมตีความแค่สองวัน แถมแต่ละเรื่องก็ไม่ใช่เด็กๆ เจอเชกสเปียร์เข้าไปสอง เชอริแดนหนึ่ง พิกเมเลียนอีก (ถ้าไม่คุ้นให้นึกถึง My Fair Lady ที่ออเดรย์ เฮปเบิร์นเล่นอ่ะค่ะ ดัดแปลงมาจากบทเรื่องพิกเมเลียนนี่ล่ะ) ปิดคอร์สด้วยมิวสิคัลแฟนตาซี เจริญๆเถอะค่ะ ใครไม่เก่งวาดรูปลงสีนี่มีสิทธิ์ตายคาบอร์ดได้ เพราะอาจารย์แกเล่นเอางานขึ้นบอร์ดประจานกันเลย เพื่อนร่วมคณะก็ผ่านไปผ่านมาวิจารณ์กันอย่างเมามัน แบบไม่เกรงใจเจ้าของเลย ดีตรงที่อาจารย์ไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องตัวอย่างผ้าหรือวัสดุ บางทีก็หาไม่ได้ อุปาทานเอาจากแบบเองละกัน


4. Piano I: A

เรียนสนองนี้ดตัวเองค่ะ อยากมานานเลยเล่นซะหน่อย ซ้อมบ่อยเวอร์เพราะห้องซ้อมอยู่ติดแล็บกราฟิก เลยใช้เป็นเครื่องระบายอารมณ์ อาจารย์ชมว่าเล่นนิ่มมาก ปลื้มค่ะเลยขอต่อคอร์สซะเลย


5. History of Architecture: B

อีกแค่ 3 เปอร์เซ็นต์จะได้เออยู่แล้ว ไปเรียนทุกวันไม่เคยขาดเลยนะ ถึงมันจะเป็นตอนแปดโมงเช้าก็เหอะ รีเสิร์ชประจำเทอมก็คะแนนเยอะจะตาย สรุปเจ็บใจจัง ฉุดเกรดอีกแล้วสินี่


6. Dramatic Literature I: C

สุดยอดแห่งวิชาเฮงซวยประจำปีค่ะ ให้ตาย เพื่อนเม้าท์กันว่าอาจารย์เมายา เพราะแกเล่นสั่งเปเปอร์ทีละสาม บทละครสองวันเรื่องนึง อาจารย์คะมหาลัยนะไม่ใช่สำเพ็ง มีเหมาโหลถูกกว่าด้วย แต่ละเรื่องก็ยากชะมัด ตั้งแต่กรีกโรมันไล่มาจนถึงเชกสเปียร์ แล้วก็บทละครสมัยศตวรรษที่ 18 อุตส่าห์เขียนเปเปอร์พิเศษเพิ่มจากที่อาจารย์สั่งไป 1 ฉบับ แทนที่อาจารย์จะเพิ่มคะแนนให้ แกกลับเอาไปรวมหารด้วยเฉยเลย อย่างนี้ก็มีด้วย

แถมเรื่องที่เสียคะแนนมากสุดคือแกรมม่ากับการสะกดคำค่ะ จะอะไรนักหนา ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองของเรานะคะ ขนาดเด็กอเมริกันมันยังทำไม่ได้อย่างที่คุณบอกเลย แล้วเราก็พยายามแล้วด้วย ไปปรึกษาแผนกภาษาก็แล้ว ให้เพื่อนช่วยปรู๊ฟก็แล้ว นี่คุณอคติมากไปไหมคะ เค้าโครงอะไรของเราก็โอเคหมดแล้วนี่นะ จุดประสงค์คือการเรียนโครงสร้างไม่ใช่เหรอคะ มาจุกจิกมากไปกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้หรือเปล่า เจ็บใจตรงพยายามสุดๆแล้วแต่ก็ยังได้เท่าคนที่ไม่พยายามนี่แหละค่ะ แล้วจะพยายามไปทำไม เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจะคุ้มกว่าไหม?

อารมณ์เสีย......

ที่แย่ที่สุดคือวิชานี้มีสองภาคค่ะ เทอมหน้าจะต้องลงตัวภาคสอง อยากจะกรี๊ด วิชานี้ถึงขั้นทำเพื่อนเราย้ายเมเจอร์หนีไปเลยนะ ลีน่าบอกว่าไม่อยากทนแล้ว เราก็ไม่อยากค่ะ แต่ทำไงได้ล่ะเนอะ

สรุปเทอมหน้าเละแน่ๆ มีเจ้าตัวนี้ บวกออกแบบฉากขั้นสูง, Stage Lighting I, Typography, คอมพิวเตอร์กราฟิกขั้นต้น แล้วไหนจะยังมีเปียโนกะบัลเล่ต์อีก นี่เราหาเรื่องอะไรใส่ตัวเนี่ย

ปล. เฮ้ย แก้ spacing เป็นร้อยรอบแล้วนะเฟ้ย ไม่ได้สักที

edit @ 14 Dec 2010 16:25:35 by Mezzanotte

2010/Mar/16

วันนี้ป่วย เอนทรี่อาจจะดูเพ้อๆไปบ้าง

มิดเทอมแล้ว เร็วจังแฮะ ตอนนี้ปิดกลางภาคค่ะ ยุ่งๆมาตั้งแต่ต้นเทอม พอว่างก็เลยอยากเขียนเอนทรี่ฉลอง

ตอนนี้จขบ.เสพติดห้องสมุดค่ะ ห้องสมุดมหาลัยที่นี่อลังการงานสร้างมาก ระบบค้นก็เลิศ ฐานข้อมูลงี้เพียบ โต๊ะนั่งสบายมวาากก มีร้านกาแฟในตัวด้วย (อันนี้อาจเป็นตัวทำให้เสียสมาธิได้ 555) วันนี้เลยอยากเปิดประเด็นว่า ทำไมห้องสมุดจึงเป็นฐานข้อมูลที่ดีกว่าอินเตอร์เน็ต

ด้วยว่าเราเรียนเอก Scenic Design เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จะออกแบบฉากละครสักเรื่องเรอะ นั่นต้องค้นคว้ากันขนานใหญ่เลย ว่าคนสมัยนั้นอยู่ยังไง บ้านหน้าตาเป็นไง สิ่งก่อสร้างล่ะ แล้วทำไมถึงได้สร้างอะไรแบบนั้น ฯลฯ เยอะแยะค่ะ ตอนนี้เราออกแบบฉากเรื่อง Picnic อยู่ ปัญหาหลักเลยก็คือ มันมีต้นไม้ใหญ่ต้นนึงเป็นองค์ประกอบหลักของฉาก แล้วมันจะเป็นต้นอะไรดีล่ะ? เราเองก็ไม่ค่อยคุ้นกับรัฐแคนซัสซึ่งเป็นสถานที่หลักในเรื่องเท่าไหร่ งานนี้ก็ต้องไปค้นห้องสมุดล่ะค่ะ

แล้วทำไมไม่เสิร์ชอินเตอร์เน็ต? ง่ายกว่า เร็วกว่าด้วย แถมอินเตอร์เน็ตไม่เคยปิดเหมือนห้องสมุด (ยกเว้นเวลาระบบล่ม)

 เราก็เคยคิดแบบนั้นเมื่อไม่กี่เดือนก่อนมานี้เองค่ะ จนกระทั่งได้ฟังอาจารย์ชี้แจงแถลงไข (อาจารย์ห้ามใช้อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลโดยเด็ดขาดค่ะ) ซึ่งก็ได้ความว่า

1. อินเตอร์เน็ตมักจะ compressed ไฟล์รูปมาแล้ว รูปที่ได้จึงมีขนาดจิ๋วหลิวไม่สะใจ แถมเอามาขยายพิกเซลก็แตก พวกเราชาวดีไซเนอร์เอนจอยอะไรใหญ่ๆค่ะ เห็นชัดดี รูปเล็กมันเสียอารมณ์ พาลจะไม่เกิดแรงบันดาลใจเอาซะอีก

2. หนังสือเล่มนึงมักจะมีภาพที่ใช้ได้มากกว่า 1 ภาพ ตรงกันข้าม บางเว็บไซต์มีแค่รูปเดียวที่ใช้ได้ ถ้าเราอยากดูสิบรูปก็ต้องเปิดยี่สิบเว็บไซต์ และมันช้ากว่าการเปิดหนังสือเพียงสองเล่มจมเลยค่ะ (เสียเวลาแล้วยังเหนื่อยอีก เป็นสาเหตุที่ทำให้เลิกหาเอาได้ง่ายๆ)

3. ภาพในหนังสือมักจะมาพร้อมกับคำอธิบายสั้นๆ หรือมากกว่านั้น อาจจะมีข้อมูลที่เราอยากรู้เต็มพิกัดเลยก็ได้ ในขณะที่อินเตอร์เน็ตมีแค่รูปเฉยๆ ยกตัวอย่างเรื่องต้นไม้ของเรานะคะ ถ้าเสิร์ชอินเตอร์เน็ตเราอาจจะได้รูปต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มที่โตในแคนซัสจริงๆ แต่เราจะรู้มั้ยคะว่านั่นมันต้นอะไร (เป็นไปได้สูงที่เว็บมันจะบอกชื่อต้นไม้) มันโตช้าหรือเร็วแค่ไหน (อาจจะมีบอกนี้ดนึง) แล้วมันจะหน้าตาเป็นไงตอนปลายฤดูร้อน (เริ่มเงียบ) แล้วไอ้ต้นนี้เค้านิยมปลูกไว้หน้าบ้านตอนช่วงยุค 1950 หรือเปล่า (เงียบ....) อ้อ เกือบลืม ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้นเพิ่งมีพายุใหญ่ แล้วไอ้ต้นนี้มันรอดพายุมาได้ยังไง (ไม่รู้ว้อยยยยยย)

แล้วหลังจากนั้นเราก็จะถอนใจอย่างเซ็งสุดชีวิต และปิดกูเกิ้ลไปเล่นเกมแทน

4. การจะพิมพ์หนังสือสักเล่มนั้น สนพ.ต้องคิดแล้วคิดอีกว่าจะพิมพ์ดีมั้ย พิมพ์แล้วจะขายได้มั้ย คนเขียนก็ต้องค้นคว้ากันมาอย่างดีก่อนเขียน เพราะถ้าซี้ซั้วไปลอกใครมา แค่ประโยคเดียวก็มีสิทธิ์ถูกฟ้องยับ หนังสือเล่มนึงไม่ได้เขียนสามชั่วโมงแล้วพิมพ์เลยแบบบทความส่วนใหญ่ในเว็บไซต์ หนังสือนี่ต้องเขียนกันเป็นปีๆ เพราะสนพ.คงไม่ยอมพิมพ์หนังสือที่เขียนชุ่ยๆออกขายแน่ (ยกเว้นเหล่านิยายเขียนชุ่ยๆที่เห็นกันเกลื่อนตลาดพักนี้ ไม่รู้กล้าพิมพ์ออกมาได้ไง) เพราะฉะนั้น 90 เปอร์เซ็นต์ของหนังสือจะเชื่อถือได้ (เปอร์เซ็นต์ยิ่งสูงเมื่อเป็นหนังสือห้องสมุด เพราะถูกคัดมาแล้วอย่างดี)

5. การจัดเรียงหนังสือในห้องสมุดมักจะเอาหนังสือในหมวดเดียวกัน หัวข้อคล้ายๆกันมารวมไว้ใกล้ๆกัน หาเล่มเดียวคุณอาจเจอขุมทรัพย์แบบยกแผง เราเจอมาแล้วค่ะ ออกมาจากห้องสมุดนี่ตัวเอียงออกมาเลยทีเดียว (ใจจริงอยากยกมาทั้งชั้นเลยนะ แต่แบกไม่ไหวแล้ว)

นอกจากหนังสือแล้ว ห้องสมุดยังมีฐานข้อมูลในอีกหลายรูปแบบ เช่นนิตยสาร หนังสือพิมพ์ บทความวิชาการ ดีวีดี สไลด์หรือไมโครฟิล์ม แม้กระทั่งเอกสารราชการระดับสูงก็ยังมี (แต่อาจจะต้องขออนุญาตก่อนใช้)

ข้อดีของห้องสมุดมีอีกมากมาย และข้อเสียของอินเตอร์เน็ตก็มีอีกเยอะแต่แจงไม่ไหวแล้วเพราะเริ่มเบลอ ยาแก้ปวดมันออกฤทธิ์แล้วค่ะ

ที่เขียนมาทั้งหมดนี่เราไม่ได้บอกนะคะว่าอินเตอร์เน็ตนี่มันใช้ไม่ได้เลย มันก็มีประโยชน์บ้าง แต่ก็อย่างที่เห็นแล้วว่าทำไมมหาวิทยาลัยจึงไม่แนะนำอินเตอร์เน็ต เพราะเรามักจะขี้เกียจและชอบทางลัด ทำให้ตัวเองเสียโอกาสเห็นอะไรดีๆอีกเยอะ และอะไรดีๆพวกนี้แหละค่ะที่เป็นที่มาชั้นเยี่ยมของแรงบันดาลใจทั้งหลายแหล่

ขอฝากไว้สุดท้ายซักนิด สำหรับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ชักสงสัยแล้วว่า ไอ้แหล่งข้อมูลที่เราใช้อยู่เนี่ยมันเข้าข่ายเชื่อถือได้มั้ย เรามีวิธีการตัดสินง่ายๆมาให้ค่ะ (จะว่าไปมันก็ไม่ง่ายเท่าไหร่นะ)

1. Accountability คนเขียนเชื่อถือได้มั้ย เป็นใครมาจากไหน แล้วมีความรู้ในเรื่องที่ตัวเองเขียนขนาดไหน เป็นศาสตราจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแค่เด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนเรื่องนี้แล้วอยากเขียนกะเค้ามั่ง

2. Accuracy ข้อมูลมีความเที่ยงตรงแค่ไหน สะกดผิดๆถูกๆ หรือมั่ววันเดือนปีเอาเองหรือเปล่า

3. Objectivity จุดประสงค์หลักของการเผยแพร่คืออะไร รายงานข่าว แบ่งปันความรู้ หรือถูกจ้างโดยบริษัทอะไรให้มาเขียน (เพื่อจะได้ขายของได้เยอะๆ)

4. Date ข้อมูลปัจจุบันแค่ไหน ถูกเขียนเมื่อกี่ปีมาแล้ว ข้อมูลเก่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นข้อมูลทางสถิติโอกาสใช้ไม่ได้ยิ่งเยอะ (ยกเว้นการค้นคว้าแบบที่เราทำนะคะ เช่นว่าสมัยนี้คนแคนซัสเค้าไม่สร้างบ้านสองชั้นกันแล้ว พายุมันเข้ามาพังบ่อย แต่คนยุคฟิฟตี้ส์เค้าไม่รู้นี่คะ ก็ยังจะทู่ซี้สร้างกันอยู่นั่นล่ะ เราก็เลยต้องทู่ซี้สร้างให้เค้าไปด้วย)

5. Usability ข้อมูลนี้เข้าถึงได้ง่ายแค่ไหน แล้วสามารถใช้ได้จริงหรือเปล่า

6. Diversity เขียนจากมุมมองที่เปิดกว้างแค่ไหน อคติกับบุคคลบางกลุ่มหรือเปล่า (โดยเฉพาะเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ หรือการตลาด)

ปล. สังเกตมั้ยคะว่าข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตไม่เข้าข่ายซะเยอะ น้อยมากที่จะมีครบทุกข้อ ในขณะที่หนังสือส่วนใหญ่จะมีครบเกือบทุกข้อ (โอเค เว้นข้อสุดท้ายไว้ข้อนึงก็ได้)

edit @ 16 Mar 2010 13:42:26 by Mezzanotte

2009/Dec/18

ตามเทรนด์หน่อย เกรดตัวสุดท้ายเพิ่งออกเมื่อวาน เลยจะเอามาแปะประจานกันมั่ง

(บล็อกนี่นอกจากเกลือจะขึ้นจนตกผลึกได้แล้ว ยังแถมพกด้วยหยากไย่และอาจจะมีหนูอีกต่างหาก! ร้างมาเกือบปีแน่ะ)

เทอมนี้เกรดตกอย่างรุนแรง โชคดีไม่มี C (เทอมที่แล้วพลาดเอรวดก็เพราะซีตัวเดียวนี่แหละ เลยนอยไม่ยอมอัพบล็อก) แต่ก็รู้อยู่แล้วแหละ เพราะเทอมนี้ชิวเกิน

 

Physical Geology (4 credit)   B

กะไว้แล้ว เพราะเปลี่ยนครูตั้ง 4 คน เนื้อหามันจะไปต่อติดได้ยังไงคะพี่น้อง แถมอีตาครูคนสุดท้ายแกเกิดบ้าพลังอยากสอบไฟนอลทุกบทเลย หนังสืองี้ก็หนายังกะอะไรดี เลยยอมจบแค่บี แย่ตรงที่มันเครดิตเยอะ ฉุดเกรดลงไม่ลืมหูลืมตากันเลยทีเดียว (วิชานี้ลงเพราะถูกบังคับ ที่ปรึกษาคนใหม่เชียร์น่าดู มันไม่น่ายากขนาดนี้นะ เพราะวิชานี้เค้ามีนิกเนมว่า Rocks for Jocks อ่ะ เฮ้อ....)

 

American & Wyoming Government (3 credit)   B

เห็นชื่อก็คงจะรู้แล้วว่าลงทำไม คนสติดีที่ไหนจะลงถ้าไม่ใช่วิชาบังคับแกน เราก็เช่นกันค่ะ แต่ดันโง่ลงผิด section ดันไปลงอันที่มี Discussion ซึ่งเราจะทำอะไรได้ล่ะคะ นอกจากนั่งใบ้กิน เซกชั่นเด็กต่างชาติก็ลงไม่ได้ แล้วเราก็ขี้เกียจรอแล้วด้วย แต่อาจารย์น่ารักมากมาย หลังจากเฉียดตกสอบครั้งแรกเราก็ไปสติแตกใส่อาจารย์ เลยได้ Evaluation แบบเต็มขั้นมาเลยว่าทำไมถึงเกือบตก หลังจากนั้นคะแนนก็ดีขึ้นเรื่อยๆ (แต่ไม่ช่วยดึงเกรดขึ้นมากนัก เพราะติดไอ้เจ้า Discussion เนี่ยแหละ) มีเปเปอร์แค่สองฉบับ สนุกสนานกับการเปรียบเทียบการเมืองไทยกับการเมืองอเมริกันน่าดู

 

Public Speaking (3 Credit)   B

วิชายอดยี้ติดอันดับของมหาลัย แต่ทุกคนก็ต้องจำใจเรียนอยู่ดี รู้เกรดตั้งแต่เพิ่งเริ่มเรียนแล้ว เพราะประวัติศาสตร์วิชานี้แทบไม่เคยมีใครได้ A แม้กระทั่งไอ้เด็กอัจฉริยะที่เป็นแชมป์ National Debate มันก็ยังไม่ได้เอ....เอวังค่ะงานนี้ ต้องพูดหน้าชั้น 5 ครั้ง แต่แบบทางการมาก จะมีกฎยุบยิบมาให้ ถ้าทำตามได้ไม่หมดแม่ตัดคะแนนแหลกลาญ ครูเป็นนศ.ปริญญาโท น่ารักดี บ้าการ์ตูนญี่ปุ่นถึงขั้นเอามาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ (และถึงขั้นมีคู่หมั้นเป็นคนญี่ปุ่นด้วย!) รวมๆแล้วเราถูกชะตากะครูนะ เสียอย่างเดียว ข้อสอบเจ๊โหดเหลือเกิน

 

Production Crew II (0.5 credit)   A   อ่า อันนี้ถ้าไปทำงานครบก็ได้เอทุกคนล่ะนะ

 

Drafting for Design (3 Credit)   A

เราเรียกวิชากินนอน จริงๆนะ ตอนทำไฟนอลโปรเจ็กท์นี่ไม่ได้กินไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว ค้างในห้องเขียนแบบนั่นแหละ ตอนเอางานไปส่งนี่สภาพทุเรศสุดๆ ทุกคนเลย ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือเทอมหน้าเราก็คงจะได้กินนอนในแผนกอีกแล้ว ฮือๆ จริงๆมันก็คือวิชาเขียนแบบเบื้องต้นน่ะแหละ เขียนแปลนฉาก ทั้งแบบมองจากข้างบน ข้างๆ ข้างหน้าแบบperspective แล้วก็แปลนย่อยๆแยกชิ้นเลย มีโมเดลอันเล็กๆมาให้ดู แล้วให้ทั้งห้องสิบคนไปตบตีแย่งกันใช้เอาเอง ทำไม้บรรทัดสเกลพังไปอันนึงหลังจบเทอม ดินสอเขียนแบบหายไปแท่งนึง แล้วก็โต๊ะเขียนแบบเกือบพังตัวนึง (อันนี้เราเปล่าทำ เพื่อนทำ)

 

Scenic Painting (3 Credit)  A

อันนี้ลุ้นมากกว่าเกรดจะออก ทั้งห้องมีกันหกคน อาจารย์เขี้ยวสุดๆ โล่งมากเมื่อเห็นเกรด มันคือวิชาทาสีฉาก เหมือนเรียนเขียนภาพสีน้ำมันแหละแต่ใหญ่กว่ามากมาย (สูงหกฟุตกว้างสี่ฟุต) แล้วก็ใช้สีทาบ้านซึ่งแตกง่ายมวาาากกก แล้วไอ้สีพวกนี้ก็แพงซะด้วยสิ เพราะฉะนั้นใครใช้เปลืองก็จะมีการถูกรุมยำเล็กน้อย อยากดูภาพเชิญที่เฟซบุ๊คเลยค่ะ (ส่วนใครไม่มีเฟซบุ๊คเรา...ง่ะ เสียใจด้วย)

เฉลี่ยรวมออกมาเทอมนี้ได้ 3.49 ก็ไม่ขี้เหร่มาก เฉลี่ยรวมทุกเทอมยังเกาะอยู่ที่ 3.5 ยังขอทุนได้ แหะๆ แต่เทอมหน้าห้ามร่วงแล้ว เพราะจะมี Evaluation ตอนสิ้นปีการศึกษา แถมมีสัมภาษณ์ทุนแผนกต่อหน้า Judge Panel อีกต่างหาก กลัวชะมัด

 

Sneak peak ตารางเทอมหน้า

เป็นอะไรที่หรรษาฮาเฮสุดๆ ทุกวิชาอยู่ในตึกเดียวกันหมด คงไม่ได้เห็นฝั่งตะวันตกของมหาลัยไปอีกนาน

1. CAD I หลอกหลอนสุดๆ มันคือวิชา Drafting คืนชีพมาในรูปของคอมพิวเตอร์ (แทนที่จะเป็นโต๊ะเขียนแบบ) เอาวะ อย่างน้อยก็เอากลับไปทำที่บ้านได้ วิชานี้ตลกมาก เพราะไม่มีที่จะเรียน จะให้ไปเรียนในกรีนรูมก็ยังไงอยู่ เลยโดนเตะโด่งไปลง Beta House ซึ่งเป็นเรือนรับรองแขกวีไอพีซะแทน (มันก็อยู่ข้างๆตึกเราแหละ) หรูซะ ^^

2. Scene Design มันมาแล้วค่ะพี่น้อง อีกหนึ่งวิชากินนอน อาจารย์เล่นขู่เอาไว้ล่วงหน้าเลย วิชานี้สอนโดยที่ปรึกษาเราเอง คนที่โหดๆแหละค่ะ มันก็เกือบจะเหมือน Drafting เลย แค่เราต้องออกแบบทุกอย่างเอง (อะจ๊าาากก) แถมต้องสร้างโมเดล และ Painter's Elevation ฯลฯ สรุปว่ายากกว่าสิบเท่า (แล้วตรูจะได้กลับบ้านนอนมั้ยเนี่ย?) ไม่อยากจะคิดถึงตอนเรียน Advance ของตัวนี้เลยแฮะ จริงๆวิชานี้ควรลงตอนปีสามเทอมสอง แต่อาจารย์รู้สึกว่าเราพร้อมแล้ว เลยขอเร่งสปีดเรานิดนึง เพื่อที่ตอนปีสี่เราจะได้จบคอร์สแล้วพร้อมทำโปรดักชั่นจริงเลย...มันก็ดีอ่ะนะ แต่ว่า....เครียดน่ะเข้าใจมั้ยยยย

3. Costume Craft ไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่ แต่เดาว่าคงเป็นวิชาลงมืออีกแล้ว อะไรที่ไม่มีหนังสือ ไม่มีเปเปอร์ เราโอหมดแหละค่ะ อิอิ

4. Drawing I อันนี้ควรจะลงมาได้ชาติเศษแล้ว แต่มันเต็ม เทอมนี้เลยมีการเล่นเส้นสายนิดนึง เพราะเราจบ Drafting แล้วก็ยังไม่ได้เรียนตัวนี้ รอไม่ได้แล้วค่ะพ่อแม่พี่น้อง (ใช่ว่าเราจำเป็นต้องเรียนเมื่อไหร่ล่ะ แต่มันเป็นวิชาบังคับบบบบบอ้ะ)

5. Foundation 2D เป็นวิชาดีไซน์เบื้องต้น เอ้อ ลืมบอกไปว่าเรามีไมเนอร์เป็น Graphic Design ตัวนี้เป็นวิชาบังคับพื้นฐาน แต่ที่ปรึกษาเราเห็นดีเห็นงามด้วยเพราะมันจะช่วยกะเมเจอร์เรา ก็เรียนๆไปเถอะ

6. Intro to world music ครบสามแผนกในตึกแล้วเนี่ย ตัวนี้ลงเป็นบังคับเลือก non-western ควบ writing ขั้นกลาง เป็นวิชายอดฮิตแต่ลงยากมาก เพราะต้องได้รับอนุญาตเป็นรายตัวเลย กว่าจะได้เราก็เซ้าซี้อาจารย์อยู่นาน อาจารย์เพิ่งยอมเมื่อไม่กี่วันมานี้เองค่ะ ดีใจจัง แต่คงมีเปเปอร์เยอะน่าดู

รวมๆเทอมหน้าก็คงจะสนุกดี เหนื่อยแน่เพราะโปรเจ็กเพียบ ไม่ค่อยมีเปเปอร์ ก็อย่างที่บอกแหละค่ะว่าอะไรที่ไม่ต้องอ่านมากนัก ไม่ต้องเขียนเปเปอร์มากนัก เราก็โอหมดแหละ ที่นี้ก็คงจะเริ่มเข้าเมเจอร์แบบเข้มข้นแล้วสินะ กลัวเหมือนกันนะเนี่ย....

edit @ 18 Dec 2009 03:08:17 by Mezzanotte



Mezzanotte
View full profile